ขอแสดงความยินดีกับอ.สิริรัตน์ ที่ได้รับรางวัลเสนอผลงานวิจัยที่ดี

สนร. ขอแสดงความยินดีกับ อ.สิริรัตน์  เสรีรัตน์นักเรียนทุนรัฐบาลไทย ทุน สกอ. ตามความต้องการของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยที่ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นจากการเสนอผลงานในการประชุมวิชาการในผลงานวิจัยหัวข้อ "The Emergence of Unconventional Street Vending during Bangkok's flooding Crisis in 2011" ในงานประชุมวิการ 1st International Conference of ISHED (International Society of Habitat Engineering and Design) ในหัวข้อ "Asian City in the New Age" จัดขึ้นเมื่อ 13 -14 ตุลาคม 2555 นครเซี่ยงไฮ้

สนร. ขอแสดงควายินดีกับ อ.สิริรัตน์ฯและขอนำบทสัมภาษณ์การเรียน การใช้ชีวิตในประเทศญี่ปุ่นของอ.สิริรัคน์มาเล่าให้คะ

ประวัติย่อ                                          

อ.สิริรัคน์  เสรีรัตน์จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เมื่อปี 2544

2547 ปริญญาโท สาขา Urban Planning and Management Institute Urbanism of Paris ประเทศฝรั่งเศส

เม.ย. - ก.ย. 2551 Research Student Spatial Planning Laboratory,

                               Department of Socio-Cultural Environmental Studies, Graduate School of Frontier Science

                                มหาวิทยาลัยโตเกียว (The University of Tokyo)

ต.ค. 51 - ปัจจุบัน  ศึกษาระดับปริญญาเอก ชั้นปีที่ 4 Department of Socio-Cultural Environmental Studies,

                                Graduate School of Frontier Science  มหาวิทยาลัยโตเกียว (The University of Tokyo)

Q: รางวัลที่ได้ในครั้งนี้คือรางวัลอะไรและนำเสนอผลงานเรื่องอะไรจึงได้รางวัลนี้

อ.สิริรัตน์:ผลงานวิจัยในหัวข้อ “The Emergence of Unconventional Street Vending during Bangkok’s flooding Crisis in 2011” ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นจากการเสนอผลงานในประชุมวิชาการ 1st International Conference of ISHED (International Society of Habitat Engineering and Design) ในหัวข้อ “Asian City in the New Age” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13-14 ตุลาคม 2555 เซี่ยงไฮ้

Q:ได้แง่คิดอะไรจากการไปนำเสนอผลงาน

อ.สิริรัตน์: การสร้างโอกาสให้ตนเองเพื่อให้ได้ไปเสนอผลงานในระดับสากล นับว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการพัฒนาความสามารถในการทำงานวิจัย และการนำเสนอแนวความคิดของเราสู่สาธารณะชน ซึ่งเป็นเสมือนหนึ่งแบบฝึกหัดเพื่อเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่การสอบปริญญานิพนธ์ในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้เรายกระดับความสมารถของเราได้เร็วขึ้นมากทั้งทักษะในการคิด วิเคราะห์ การเขียน การสื่อสารด้วยรูปแบบต่างการ การตั้งคำถามที่เป็นประโยชน์ต่องานวิจัยก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาที่เราจะสามารถเรียนรู้ได้จากการเข้าร่วมงานประชุม การได้เห็นได้ฟังงานวิจัยที่หลากหลายจะช่วยให้เราได้ขยายมุมมองทางการศึกษา ที่ก็เป็นอีกเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง มากไปกว่านั้น ก็จะได้เห็นควาหลากหลายเชิงคุณภาพของงานวิจัย ช่วยให้เราสามารถประเมินตนเองว่าอยู่ในจุดไหน และควรปรับปรุงอย่างไร นอกจากนั้น การที่ได้เห็นการเสนอผลงานหลายๆงานวิจัย ทำให้รู้ว่า การซ้อมพูดเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่หลายคนมักมองข้าม ทำให้พูดเลยเวลาบ้าง พูดหลุดประเด็นบ้าง แบ่งเวลาไม่เหมาะบ้าง ทำให้ไม่สามารถสื่อสารงานที่วิจัยมาได้อย่างครบถ้วนและมีคุณภาพ อีกประการหนึ่งในแง่ของการเลือกงานประชุมที่ต้องการเสนอผลงาน นอกจากจะเลือกงานประชุมที่มีชื่อแล้ว งานประชุมนั้นมีหลายประเภท แต่งานประชุมวิชาการบางแห่งจะมีเงื่อนไขที่ให้โอกาสให้เราสามารถเข้าสู่กระบวนการตีพิมพ์ในวรสารวิชาการได้ ถ้าหากผลงานเราได้รับเลือกเป็นผลงานดีเด่น ซึ่งการเข้าร่วมงานประชุมวิชาการประเภทนี้มักจะเข้าสู่กระบวนการตีพิมพ์เร็วกว่าการส่งผลงานวิจัยไปตีพิมพ์ในระบบทั่วไป ก็นับว่าเป็นอีกทางลัดหนึ่งที่น่าสนใจที่อยากแบ่งปันให้น้องๆได้นำไปใช้กันค่ะ

Q:เหตุใดจึงเลือกศึกษาด้านนี้อ.สิริรัตน์: หัวข้อหลักที่ศึกษาคือ กิจกรรมหาบเร่-แผงลอย ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เหตุผลที่ต้องการศึกษาปรากฏการณ์เชิงพื้นที่ในบริบทเมืองประเภทหาบเร่-แผงลอย เนื่องจากรูปแบบการศึกษายังมีอยู่น้อย ตรงข้ามกับความสำคัญของหาบเร่-แผงลอยที่มีอยู่มากมายดาษดื่นให้เห็นกันจนชินตา แต่ขณะเดียวกันเหมือนจะถูกมองในแง่ลบ และมักจะถูกกวาดล้างเพื่อความน่าอยู่ของเมืองกรุงอยู่เสมอ บทบาทของหาบเร่-แผงลอย ในช่วงน้ำท่วมในแง่ของการบรรเทาทุกข์มีอยู่ไม่น้อย ซึ่งก็ได้นำมาเสนอในงานวิจัยฉบับนี้ค่ะ 

Q:เวลาว่างชอบทำอะไร   

อ.สิริรัตน์: ด้วยเพราะเรียนสถาปัตยกรรมและเมือง ถ้าหากมีเวลาและไม่เหนื่อยมากก็จะชอบไปเที่ยวดูเมือง ดูงานสถาปัตยกรรมทั้งเก่าทั้งใหม่ ไปพิพิธภัณฑ์หรืองานแสดงผลงานศิลปะ วาดรูปบ้าง ถ่ายรูปบ้างค่ะ บางครั้งก็มีบทความมาให้เขียนเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมในประเทศญี่ปุ่นค่ะ โดยเฉลี่ยจะเขียนทุกๆสองเดือน สำหรับทุกๆวันการรักษาสมดุลระหว่างการเรียนกับสุขภาพกลายเป็นอันดับหนึ่งไปแล้วค่ะ ตั้งแต่ป่วยจนต้องหยุดเรียนไปกว่าปี และกลายเป็นโรคประจำตัวไป ทุกวันนี้ก็จะไปออกกำลังกาย ไม่หักโหมแต่สม่ำเสมอ ฝึกสมาธิ และเดินเล่น อีกอย่างหนึ่งที่ช่วยคลายเครียดได้ไม่น้อยไปกว่าการออกกำลังกายคือการทำอาหารค่ะ 

Q:สิ่งที่ได้เรียนมาจะนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศอย่างไร

อ.สิริรัตน์: ทางตรงก็นำไปปรับปรุงแก้ไขปัญหาพื้นที่สาธารณะ และข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกับการวางผังเมืองและหาบเร่แผงลอย ส่วนทางอ้อมก็ให้ความรู้ผ่านการสอนในมหาวิทยาลัยค่ะ  Q:เคล็ดลับในการเรียนให้ประสบผลสำเร็จ 

อ.สิริรัตน์:จริงๆแล้วไม่ได้คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จนะคะ เพราะหากไม่ได้คนรอบตัวคอยเป็นกัลยานิมิตให้ ไม่มีอาจารย์ ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีคุณหมอรักษาเราอย่างเอาใจใส่ ไม่มีเพื่อนที่เข้าใจเรา รวมถึงพี่ๆ สนร. ที่คอยให้กำลังใจและช่วยเหลือ เราก็คงไม่สามารถมีผลงานออกมาได้เร็วขนาดนี้ (6 เดือน) หลังจากที่พักการเรียนไป ดังนั้นมันเป็นความสำเร็จของทุกคนที่คอยให้โอกาสคนที่แทบจะทำอะไรไม่ไหวอย่างผู้หญิงคนนี้มากกว่าค่ะดังนั้นสิ่งที่ทำให้ผ่านพ้นมาได้แต่ละวันคือกำลังใจค่ะ และทัศนคติที่ก่อตัวขึ้นมาจากความกตัญญูค่ะ เพราะไม่อยากให้คนที่รักเราเสียใจและเป็นทุกข์เพราะเรามัวแต่สิ้นหวังค่ะ คนที่กล่าวถึงข้างต้นล้วนเป็นพลังผลักดันให้อยากจะทำอะไรดีๆตอบแทนพวกเขาค่ะ และสิ่งที่ช่วยได้มากในเชิงเทคนิคก็คือ ทำทีละน้อยๆ ในแต่ละวัน ความสำเร็จเล็กๆ รวมกันมากเข้าก็จะกลายเป็นความสำเร็จชิ้นใหญ่ค่ะ ไม่ได้คิดเองหรอกนะคะ อาจารย์ที่ปรึกษาสอนค่ะ และธรรมะที่ชอบฟังก่อนนอนทุกคืน ชวนม่วนชื่น ก็สอนให้เราคิดที่จะวางความกังวลได้ ที่ทำวันนี้แล้ว...ก็เสร็จแล้วทำให้ในแต่ละวันทำงานไม่เครียดและไม่กังวลค่ะ ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง พอ จากนั้นก็ไปออกกำลังและแช่น้ำอุ่นสบายๆ ทำงานบ้านเล็กน้อย แล้วก็นอนฟังธรรมะจนหลับ กลางวันถ้าเหนื่อยหรือคิดงานไม่ออกก็ไม่ฝืนค่ะ นอนพักสัก 15-30 นาทีตื่นมาจะสดชื่นทำงานได้เร็วและประหยัดเวลากว่าฝืนไม่นอนค่ะ (แต่ก็แล้วแต่บุคคลนะคะ)และสิ่งที่คิดว่าขาดไปไม่ได้เลยๆ คือ ความเป็น Originality ของงานวิจัยของเราค่ะ สิ่งนี้กว่าจะรู้ว่ามันสร้างกันยังไง ก็โดนอาจารย์ที่ปรึกษาสอนสั่งกันมากนานมากค่ะ แต่สุดท้ายเมื่อมาพิจารณาดูจากภายในจิตตัวเอง ทำให้รู้ว่า เราจะทำมันได้เร็วกว่านี้ถ้าหากว่า ก่อนหน้านี้เรา จิต เราว่าง จากความกังวล ทั้งปวง และจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอย่างมุ่งมั่น นั่นล่ะค่ะอีกปัจจัยหลักที่คิดว่าทำให้ตัวเองสร้างงานที่มีความเป็นปัจเจกได้ เพราะ ตอนที่ทำงานวิจัยชิ้นนี้ เราเป็นตัวของตัวเอง ไม่ไปกังวล พะวักพะวง ว่าใครจะมองยังไง ว่ามันจะดีหรือไม่ดียังไง แค่คิดและมองตามความเป็นจริง...และฟังความคิดเห็นของตนเองโดยไม่ไปยึดติดอยู่กับงานของคนอื่นที่ทำมาก่อนค่ะ 

Q:  ได้อะไรจากการมาศึกษาที่ญี่ปุ่น

อ.สิริรัตน์:ก็ได้บทเรียนชีวิตสำคัญที่สุดในชีวิตกลับไปเลยค่ะ ไม่ใช่แค่การเรียนปริญญาเอกเท่านั้น การได้มาอยู่ที่นี่ทำให้มุมมองการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปมากที่เดียว รอบคอบมากขึ้นและคิดอย่างเป็นระบบมากขึ้น และไม่ด่วนตัดสินใครหรืออะไรในแบบเด็กๆเหมือนก่อน วัฒนธรรมและสังคมของคนที่นี่ให้แง่คิดและแนวทางที่ดีในการทำงานได้ดีทีเดียวค่ะ  

Q:ข้อแนะนำให้กับคนที่อยากมาเรียนสาขาเดียวกันที่ประเทศญี่ปุ่น

อ.สิริรัตน์:อาจจะไม่สามารถให้คำแนะนำอะไรพิเศษได้มาก แต่ที่สำคัญคือการเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่เราไม่รู้จักค่ะ การเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากเราไม่รู้ภาษาเขาเราจะพลาดข้อมูลที่ดีๆมากมายไปกว่าครึ่งเลยที่เดียว ซึ่งจะทำให้การเรียนเป็นไปอย่างยากลำบาก  

สนร. หวังว่าข้อแนะนำ และประสบการณ์ในการนำเสนอผลงานทางวิชาการของอาจารย์ที่แนะนำมาจะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนไทยที่ศึกษาอยู่ในประเทศญี่ปุ่น และ นักเรียนไทยที่ต้องการมาศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่นในอนาคตด้วยค่ะ

สนร. ขอขอบคุณอาจารย์สิริรัตน์ เสรีรัตน์ที่สละเวลาเล่าประสบการณ์การศึกษาที่มีค่าให้แก่นักเรียนไทยท่านอื่นๆฟัง และขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยให้อาจารย์สิริรัตน์ มีความสุข และประสบความสำเร็จในชีวิตค่ะ

อาจารย์สิริรัตน์ ถือเป็นความภาคภูมิใจของ สนร. และของรัฐบาลไทยที่ได้บุคคลากรดีๆมาสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยค่ะ

Latest News

  • 1
  • 2
  • 3
  • 4