นายวรินทร นทร. ทุนก.พ. ตัวแทนนักเรียนอ่านคำกล่าวในพิธีจบการศึกษา

เมื่อวันที่  1 มีนาคม 2554 นายวรินทร เติมอริยบุตรนทร. ทุน ก.พ. ศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ณ Tokyo Gakugei University Senior High School เป็นตัวแทนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายปีที่ 3 อ่านคำกล่าวในพิธีจบการศึกษาของโรงเรียน

นายวรินทร เติมอริยบุตรได้รับเลือกเป็นตัวแทนนักเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่ 3 อ่านคำกล่าวในพิธีจบการศึกษาซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของโรงเรียนที่นักเรียนไทยขึ้นอ่านคำกล่าวและเป็นครั้งแรกสำหรับนักเรียนทุนรัฐบาลไทยที่ศึกษาที่โรงเรียน  Tokyo Gakugei University Senior High School  ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนชั้นในการอ่านคำกล่าว

นายวรินทร เติมอริยบุตร ได้รับทุน ก.พ. มาศึกษา ณประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ระดับภาษา จนถึงระดับปริญญาโท โดยมีประวัติย่อๆดังต่อไปนี้

2549 จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ณโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

ต.ค. 2549 เดินทางมาศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่นและเข้าศึกษาภาษาญี่ปุ่น ณ โรงเรียนสอนภาษา ABK เป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน

เม.ย. 2551 เข้าศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ณ Tokyo Gakugei University Senior High School

มี.ค. 2554 จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ณ Tokyo Gakugei University Senior High School

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการรอผลสอบเข้าศึกษาระดับมหาวิทยาลัยโดยนายวรินทรมีความตั้งใจจะศึกษาในคณะนิติศาสตร์

สนร.จึงถือโอกาสนี้ นำคำกล่าวฉบับภาษาญี่ปุ่นและฉบับแปลที่นายวรินทรได้กล่าวในพิธีจบการศึกษามาเผยแพร่เพื่อให้ทุกท่านได้ภาคภูมิใจกับนักเรียนไทยที่มาศึกษาในประเทศญี่ปุ่น

เนื้อหาคำกล่าวมีดังต่อไปนี้ (ภาษาญี่ปุน)

厳しかった寒さもようやく峠を越し、花のつぼみも膨らみはじめ、春の訪れを感じる季節となりました。本日は私たち55期生のために、このように卒業式を開いていただき、ありがとうございます。また先程校長先生をはじめ、ご来賓の皆様、そして在校生の方からお祝いと励ましの言葉をいただき、今までの高校生活の意義の深さを身の引き締まる思いで実感し、こうして卒業という人生の大きな節目を迎えることができたことを、とても嬉しく思っております。

中学生の頃、私はほとんどの時間が勉強や読書、パソコンに費やし、単調な生活を送っていました。勉強や読書をするといっても何ら目的があるわけではなく、ただ他のことをするよりは楽だと思っていたからにすぎません。部活に参加したり学校行事でスタッフを務めたり、実際の世界に積極的に触れなくても、活字だけ読みあさって博覧強記になって、自分の中では充実した生活を送っているという気持ちにはなれました。しかも、とりあえず他の人に言われたことをやって、残りの時間に一人で自分の好きなことだけに没頭していれば、たとえ失敗があっても誰にも文句を言われることはないし、しかも他人に必要以上にそのみじめな姿をさらけ出さずに済んだのです。

しかし、日本に来て、やがて附属高校に入ると、このままでは行けないだろうと何となく肌で感じました。悔い改めて一回限りの生を有効活用しようと自ら決意したというよりは、附属高校の空気がそうさせたのでしょうか。附属高校には色々な個性を持った人たちが集まって、何かやりたいことを持っているから、そういった空気が醸し出されていたのだろうと思います。

そして私は部活に入り、力足らずでもクラスで委員の仕事をやらせてもらいました。最初は慣れないことばかりで周囲に迷惑をかけることも多く、これでいいのか、昔のような生活のほうが自分に向いているのではないだろうかとも思っていました。しかし、周りの人たちが引っ張ってくれたおかげで、部活では少しずつ上達できたし、苦手な授業や慣れない行事などで自分が大変な思いをしたときも、必ず支えてくれる人がいて、かえって人の情というものが感じられました。また、他人に対して具体的な形で責任を持ち、その責任を果たすために努力することで、社会の中の自分の居場所が見えたという点でも、この三年間で自分はかなり成長したし、人間らしくもなった気がします。

高校での過ごし方は人それぞれであり、ここにいる全ての人にも自分だけのかけがえのない思い出があることと思います。

55期新入生のオリエンテーションで、当時副校長を務めておられた五十嵐先生が、高校は青春のるつぼだとおっしゃっていました。その言葉は生徒一人一人がエネルギーに満ちた環境で自分の個性を活かしながら互いに切磋琢磨し、ともに成長していく場所が高校だと私たちに伝えるものであり、今までの三年間を振り返ってみると、まさにその通りであったと言わざるを得ません。

さらに、高校生活で実感させられたのは、人間というものが自己完結しているものではなく、絶えず周りの環境から影響を受けながらも、自ら自分たちの環境を変えていく、つまり受動的であると同時に能動的な存在でもあるということです。私たちは小さいとき家族の中で育てられ、ある程度の年齢になれば学校に通い、その中で自分というものが形成され、変容してきたとも言えます。

ところで、家族や学校などといった身近な共同体を取り囲むように、地域社会や国家などさらに大きな共同体が存在し、その最も大きなものは地球にほかなりません。最近は正義というものが盛んに注目されていますが、正義が実現するためには、こうして自分がいるのは周りのおかげだという認識の共有が必要なのではないでしょうか。今までの人生で授かった才能や知識を、自分が努力して得たものだといって自分だけのために用いるのではなく、世のため人のため、役立てたいと思っております。

最後になりましたが、井伏鱒二の『厄除け詩集』の中に、漢詩の翻訳で「ハナニアラシノタトヘモアルゾ、「サヨナラ」ダケガ人生ダ」という有名な句があります。これからの人生は、きっと様々な苦難や試練が待ち構えていることでしょう。そして、今ここにいる私たちがそれぞれの思いを胸に抱き、自分の道をこれから歩んでいくその道のりで、さまざまな人との出会いと別れを繰り返していくことと思います。今までの高校生活で一人一人がしてきたことも、時が経てばもしかしたら思い出せなくなってしまうものもあるかもしれません。でも、この三年間ここで過ごしてきたことは確かです。附属高校はいわば私たちの共通のルーツであり、附属高校で得たことは間違いなく私たちの人生の大切な一部となります。

本日、私たち55期生の門出を祝って、このような素晴らしい式を催してくださった先生方、ご来賓の方々、そして在校生の皆さんに一同心より御礼申し上げます。また、この三年間私たちを指導し、私たちの成長を温かく見守ってくださった先生方、私たちの学校生活を支えてくださった事務・用務・守衛・購買の皆様、林間学校などで大変お世話になった妙高寮の皆様、本当にありがとうございました。私たちの生活を支え、常に温かく見守ってくれた家族、及び、附属高校のタイ国留学生の生活を家族のごとく支えたくれた大使館学生部の皆様への感謝の気持ちも、この場をお借りして一言添えさせていただきたいと思います。

皆様のご多幸と、附属高校のさらなるご発展を御祈り申し上げ、ここに答辞とさせていただきます。

平成2331

東京学芸大学附属高等学校

55回卒業生代表

ワリントン ターマリヤブット 

คำแปลภาษาไทยมีดังต่อไปนี้

ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้จัดงานพิธีจบการศึกษาให้แก่พวกเรานักเรียนรุ่นที่ 55 ในวันนี้ จากการที่ได้รับฟังโอวาทจากท่านอาจารย์ใหญ่และแขกผู้มีเกียรติอีกทั้งคำให้กำลังใจจากศิษย์ปัจจุบันทำให้พวกเราได้เข้าใจความหมายของชีวิตการศึกษาของนักเรียนมัธยมปลายและทำให้พวกเรามีความรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสก้าวมาถึงจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตซึ่งก็คือ การได้จบการศึกษาในวันนี้

เมื่อครั้งที่ผมศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นผมใช้เวลาส่วนมากในแต่ละวันไปกับเรื่องเดิมๆ ได้แก่ การทบทวนบทเรียนอ่านหนังสืออื่นๆ และนั่งเล่นคอมพิวเตอร์ ถึงแม้จะดูเหมือนว่าทุ่มเทกับการศึกษาแต่ที่จริงก็ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าเป็นเช่นนั้นเนื่องจากเหตุผลหลักที่ผมใช้ชีวิตตามแบบดังกล่าวเป็นเพียงเพราะว่าผมคิดว่าการกระทำดังกล่าวนั้นสบายกว่าการใช้ชีวิตแบอื่น (เช่นการอุทิศเวลาให้แก่กิจกรรมโรงเรียน ชุมนุม หรื่ออื่นๆ)เมื่อครั้งที่ใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือผมสามารถรู้สึกได้ว่าไม่ได้ใช้เวลาโดยเปล่าประโยชน์ถึงแม้จะมิได้สัมผัสกับโลกภายนอกมากเท่าไหร่นัก อย่างน้อยที่สุดถ้าเราทำสิ่งที่คนอื่นบอกให้ทำแต่เพียงสมควรแล้วใช้เวลาที่เหลือมาจดจ่อกับเฉพาะสิ่งที่ตนเองชอบและสนใจถึงแม้ว่าเราจะล้มเหลวกับเรื่องดังกล่าว ก็ย่อมไม่ถูกผู้อิ่นตำหนิและที่สำคัญที่สุด คือเราไม่ต้องแสดงให้ผู้อื่นเห็นจุดด้อยของเรามากเกินความจำเป็นอีกด้วย

แต่หลังจากที่ผมได้รับโอกาสมาศึกษาต่อ ณประเทศญี่ปุ่น และได้เข้ามาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ผมก็เริ่มรู้สึกว่าอาจจะไม่สามารถใช้ชีวิตแบบเดิมๆได้อย่างสบายใจอีกต่อไปแล้วทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าผมจะกลับตัวกลับใจได้เองแต่อาจเป็นเพราะบรรยากาศของโรงเรียนนี้ทำให้ผมรู้สึกเช่นนั้นอาจเป็นเพราะว่าโรงเรียนนี้เป็นสถานที่ที่บุคคลหลากหลายประเภทที่ต่างพกพาสื่งที่ตนเองตั้งใจจะทำมารวมตัวกันอยู่จึงทำให้เกิดบรรยากาศดังกล่าวขึ้นมาได้

หลังจากนั้น ผมจึงตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมชุมนุม (ได้แก่ ชุมนุมดนตรีสากล (ออเคสตร้า) และชุมนุมเขียนอักษรพู่กัน)นอกจากนี้ยังได้ไปช่วยงานกิจกรรมโรงเรียนบ้างตามโอกาสถึงแม้ว่าความสามารถอาจจะไม่เพียงพอสักเท่าใดก็ตามช่วงแรกๆมีเรื่องที่ตัวเองไม่เคยประสบพบเห็นมากมายด้วยความที่ไม่เคยชินก็ทำให้ผู้คนรอบข้างลำบากมากพอสมควร บางครั้งก็เลยรู้สึกสับสนว่าตนเองควรกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมดีกว่าหรือไม่แต่ด้วยมีบุคคลรอบข้างคอยช่วยเหลืออยู่ตลอด ผมจึงสามารถฟันฝ่าอุปสรรคมาได้ในวงดนตรีก็สามารถเล่นได้ดีขึ้นนอกจากนี้ถึงแม้ผมจะพบความลำบากในคาบเรียนวิชาที่ไม่ถนัดหรือว่าเวลามีกิจกรรมที่ไม่คุ้นเคย ก็จะมีคนคอยยื่นมาให้ความช่วยเหลือทุกครั้งทำให้ผมได้เห็นน้ำใจของคนรอบข้าง นอกจากนี้การที่ต้องรับผิดชบอบอะไรบางอย่างต่อผู้อิ่นทำให้ผมมองเห็นจุดยืนของตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผมจึงคิดว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานี้ผมได้เติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก และยังมีความเป็นมนุษย์มากขึ้นอีกด้วย

วิธีการใช้ชีวิตในโรงเรียนมัธยมปลายนั้นหลากหลายและผมเชื่อว่าทุกคนในที่นี้ย่อมมีความทรงจำต่อโรงเรียนมัยมปลายเป็นของตนเองซึ่งความทรงจำดังกล่าวคงหาอะไรมาทดแทนได้ยาก

ในวันปฐมนิเทศนักเรียนเข้าใหม่รุ่น 55 (เมื่อ 3 ปีที่แล้ว) อาจารย์อิการาชิ ซึ่งเป็นรองอาจารย์ใหญ่ในขณะนั้น กล่าวกับพวกเราว่าโรงเรียนมัธยมปลายเปรียบได้เหมือน Melting pot ของวัยหนุ่มสาวซึ่งคำพูดดังกล่าวได้แสดงให้พวกเราเห็นว่าโรงเรียนมัธยมปลายเป็นสถานที่ซึ่งนักเรียนแต่ละคนที่ต่างก็มีความเป็นตัวของตัวเอง มารวมอยู่ในที่เดียวกัน ส่งอิทธิพลซึ่งกันและกันและเติบโตไปพร้อมๆกัน เมื่อผมนึกย้อนดูประสบการณ์ของตนเองในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสามารถกล่าวได้อย่างเดียวว่าเป็นอย่างที่ท่านได้กล่าวเอาไว้จริงๆ

นอกจากนี้ สื่งที่ผมได้จากชีวิตในโรงเรียนมัธยมปลายคือ มนุษย์นั้นไม่ได้สมบูรณ์พร้อมอยู่ในตนเองหากแต่ได้รับอิทธิพลจากสังคมรอบข้างอยู่ตลอดและในขณะเดียวกันก็ยังส่งอิทธิพลต่อสังคม สภาพแวดล้อมรอบข้างตนเองด้วยเมื่ออายุน้อย เราเติบโตขึ้นภายในครอบครัวเป็นหลัก พออายุมากขึ้นจนถึงวัยเข้าศึกษาเราก็ไปโรงเรียนและเติบโตขึ้นในนั้น จึงสามารถกล่าวได้ว่าความเป็นตัวของตนเองนั้นย่อมถูกทำให้เกิดขึ้นมาโดยสภาพแวดล้อมและย่อมแปรสภาพไปตามสภาพแวดล้อมเช่นกัน

เมื่อเราดูรอบๆสังคมขนาดเล็กใกล้ตัว เช่น ครอบครัวและโรงเรียน ก็จะเห็นได้ว่ารอบๆสังคมดังกล่าวนั้น มีสังคมที่ขนาดใหญ่กว่า ได้แก่สังคมท้องถิ่น และประเทศชาติ และในท้ายที่สุดย่อมจะมีสังคมที่มีขนาดใหญ่สุด คือสังคมโลกนั่นเอง ในช่วงนี้ ผู้คนเริ่มหันมาสนใจในสิ่งที่เรียกว่าความเป็นธรรม (Justice) มากขึ้น ซึ่งผมคิดว่า การที่ความเป็นธรมจะเกิดมีขึ้นในสังคมได้ผู้คนในสังคมจำเป็นต้องมีสำนึกร่วมกันก่อนว่าการที่ตนเองเป็นตนเองอยู่ได้นั้นในขณะนี้เป็นผลมาจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ดังนั้นเราจึงไม่ควรอ้างว่าความรู้ความสามารถที่ตนเองมีเป็นผลมาจากความพยายามของตนแต่อย่างเดียวและไม่ควรใช้ความรู้ความสามารถดังกล่าวเพื่อประโยชน์ของตนแต่อย่างเดียวแต่ควรทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมรอบข้างด้วย

สุดท้ายนี้ ในหนังสือรวมบทกวีของ อิบุเซะ มะสุจิ(井伏 鱒二)ชื่อเรื่องว่า ยะคุโยะเคะชิชู(厄除け詩集: รวมบทกวีกันภัย) มีกลอนบทหนึ่งซึ่งแปลมาจากกลอนจีน ใจความว่าดอกไม้ที่บานอยู่ สักวันก็ต้องถูกลมพัดร่วง ชีวิตคนนี้มีแต่จากลาชีวิตของพวกเราในอนาคต อาจจะเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม และเมื่อพวกเราที่อยู่ตรงนี้ในขณะนี้ ออกเดินไปตามทางของตนเอง ย่อมจะต้องพบเจอและจากลากับผู้คนอีกมากมายความทรงจำในโรงเรียนแห่งนี้ อาจจะมีบางอย่างที่เลือนหายไปกับกาลเวลาแต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ ตลอดช่วงเวลา 3 ปี พวกเราได้ใช้เวลาร่วมกัน ณที่แห่งนี้และสิ่งที่พวกเราได้รับจากชีวิตมัธยมปลายจะเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับพวกเราตลอดไป

ขอขอบคุณคณาจารย์ แขกผู้มีเกียรติทุกท่านและศิษย์ปัจจุบันเป็นอย่างยิ่งที่ได้จัดงานส่งพวกเราในวันนี้ขอขอบคุณคณาจารย์ที่ได้กรุณาดูแลอบรมสั่งสอนพวกเรามาตลอด 3 ปีขอขอบคุณเจ้าหน้าที่โรงเรียนทุกท่านที่คอยดูแลช่วยเหลือพวกเรามาตลอดขอบคุณผู้ดูแลหอเมียวโค ที่ดูแลพวกเราในช่วงเข้าค่ายฤดูร้อนและโอกาสอื่นๆและขอใช้โอกาสนี้แสดงความขอบคุณต่อครอบครัวที่ดูแลช่วยเหลือพวกเราอย่างดีมาตลอดและรวมถึงเจ้าหน้าที่ สนร.ทุกท่านที่ได้ดูแลนักเรียนไทยในโรงเรียนแห่งนี้เปรียบเสมือนญาติสนิทของตนเอง

ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยจงดลบันดาลให้ทุกท่านในที่นี้มีความสุขและขอให้โรงเรียนแห่งนี้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป

1 มีนาคม 2554

Tokyo Gakugei University Senior High School

ตัวแทนนักเรียนที่จบการศึกษารุ่นที่ 55

วรินทร เติมอริยบุตร

Latest News

  • 1
  • 2
  • 3
  • 4