Logo

เรื่อง ภาพรวมและลักษณะการลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศไทย และ อุตสาหกรรมไทย-ญี่ปุ่น

เมื่อวันเสาร์ที่ 29 มิ.ย. 2556 สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในประเทศญี่ปุ่น (สนร.) ได้จัดสัมมนา เรื่อง ภาพรวมและลักษณะการลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศไทย และอุตสาหกรรมไทย-ญี่ปุ่น เพื่อให้นักเรียนไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศญี่ปุ่นรับทราบข้อมูลและเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศไทย

                   ในช่วงเช้าเป็นการบรรยายของที่ปรึกษา (ฝ่ายเศรษฐกิจการลงทุน) คุณศุธาศินี สมิตร มาให้ความรู้เรื่องภาพรวมและลักษณะการลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศไทย โดยมีหัวข้อหลักดังต่อไปนี้

  1. Investment Environment
  2. Trade and Investment Figures between Thailand and Japan
  3. BOI Services
  4. Investment Promotion Policy and Incentive
  5. Investment Opportunities in Thailand

ในส่วนของ Investment Environment นั้นได้กล่าวถึงลักษณะภูมิประเทศ ประชากร GDP ของประเทศไทยแยกตามธุรกิจ (เกษตรกรรมคิดเป็น 12% อุตสาหกรรมคิดเป็น 45% และด้านบริการ คิดเป็น 43%) กำลังแรงงาน ยอดนำเข้าและส่งออก รวมทั้งตารางแสดงตัวเลขทางเศรษฐกิจในอนาคตที่ทางสภาพัฒน์เป็นคนเก็บข้อมูลตัวชี้วัด และกำหนดแนวทางการเดินของเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ถนน การประปา การรถไฟ การขนส่งทางอากาศ สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ต่างชาติจะนำมาพิจารณาในการมาลงทุนที่ประเทศไทย ข้อมูลจากธนาคารโลกจัดอันดับประเทศที่น่าไปลงทุนนั้น ปี 2012 ประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 17 และปี 2013 ประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 18 สำหรับ 3 ประเทศที่เป็นที่น่าลงทุนที่ได้รับการจัดลำดับได้แก่ 1 สิงคโปร์ 2 ฮ่องกง 3 นิวซีแลนด์ ตามลำดับทั้งปี2012 และ2013

นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงการร่วมมือทางการค้าแบบ Free Trade Agreementและการรวมตัวของประชาคมอาเซียน ซึ่งจากข้อมูลที่ได้ศึกษาตลาดของอาเซียนมีกำลังซื้อใหญ่เท่ากับตลาดของประชาคมยุโรป และประเทศไทยยังเป็นเป็นประเทศที่อยู่ในยุทธศาสตร์ที่ดี เหมาะแก่การเป็นศูนย์กระจายสินค้าไปยังประเทศต่างๆ เช่น ถนน จะมีการสร้างถนนจากจีนลงไปถึงมาเลเซีย จากเวียดนามไปถึงพม่า เป็นต้น

สำหรับท่าเรือทวายที่ไทยได้สัปทานมาจากประเทศพม่านั้น มีลักษณะคล้ายโครงการ Eastern Sea Board ที่แหลมฉบังของประเทศไทย จะเป็นการพัฒนาเมืองท่า และมีโรงงานอุตสาหกรรมโดยรอบ เพื่อรองรับการเจริญเติบโตในอนาคต ซึ่งหากโครงการนี้สำเร็จ ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กระจายสินค้าได้ดี เพราะจะมีการสร้างถนนเชื่อมจากกาญจนบุรีไปถึงเมืองทวาย (ระยะห่างจากกรุงเทพถึงทวายประมาณ 300 กม.) ซึ่งทำให้อนาคตสินค้าจากฝั่งประเทศเวียดนามสามารถล่นระยะทางเพื่อจะไปส่งทางฝั่งอันดามันได้ (จากเดิมต้องไปอ้อมทางสิงคโปร์)

ในส่วนของ Trade and Investment Figures between Thailand and Japan ไทยขาดดุลทางการค้ากับญี่ปุ่นเสมอมา เนื่องจากเราต้องนำเข้าเครื่องจักรจากญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก สำหรับแนวโน้มในการค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้น ที่ผ่านมาอาจมีตกไปบ้างในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจของอเมริกา และในช่วงน้ำท่วมของไทย จากยอดการลงทุนของญี่ปุ่นในไทยนั้น 3 อันดับแรก ได้แก่

  1. ธุรกิจยานยนต์และการประกอบยานยนต์ มีทั้งสิ้น 1,397 โครงการ เป็นเงิน 6,765 พันล้านเยน
  2. ธุรกิจชิ้นส่วนและอุปกรณ์ไฟฟ้า มีทั้งสิ้น 552 โครงการ เป็นเงิน 3,465 พันล้านเยน
  3. ธุรกิจด้านปิโตรเคมี (รวมถึงชิ้นส่วนพลาสติก) มีทั้งสิ้น 400 โครงการ เป็นเงิน 1,540 พันล้านเยน

สำหรับธุรกิจของญี่ปุ่นที่มาลงทุนโดยใช้สิทธิพิเศษจากทาง BOI นั้น ได้แก่ Automotive, Aviation, Electronic products and parts, Electrical products and parts, Machinery, equipment and parts, Metal fabrication, Food processing, Alternative energy, energy-conserving machinery or equipment และการให้บริการด้านต่างๆ

BOI เป็นหน่วยงานที่อยู่ในกระทรวงอุตสาหกรรม มีหน้าที่คิดนโยบายส่งเสริมให้ต่างชาติมาลงทุนในประเทศไทย และในทางกลับกันก็ส่งเสริมให้ข้อมูลแก่ผู้ประกอบการของไทยที่ต้องการไปลงทุนยังต่างประเทศ เมื่อมีการส่งเสริมที่ทำให้ต่างชาติมาลงทุนในไทยเยอะขึ้น สิ่งที่ไทยจะได้คือ การจ้างแรงงานที่เพิ่มมากขึ้น เทคโนโลยีใหม่ๆ และการเกิดตลาดใหม่ๆ บริการของ BOI นั้น ได้แก่ การจับคู่ธุรกิจ การขอวีซ่าและ work permit การให้ฐานข้อมูลต่างๆอันเกี่ยวข้องกับการลงทุน การให้ความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ โดย BOI มีสำนักงานอยู่ทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย และต่างประเทศซึ่งมี 13 แห่ง

ในส่วนของ Investment Promotion Policy and Incentiveสำหรับผู้มาลงทุนและผ่านเกณฑ์ของทาง BOI ก็จะได้รับสิทธิ์พิเศษในการลงทุน เช่น สามารถเป็นหุ้นต่างชาติได้ทั้งหมด 100% ยกเว้นภาษีการนำเข้าเครื่องจักร สามารถถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ การอนุญาตให้นำผู้เชี่ยวชาญหรือช่างเทคนิคมาทำงาน การอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและ Work Permit และทาง BOIก็มีนโยบายในการกระจายการลงทุนให้ไปทุกส่วน โดนการจัดแบ่งโซน และในแต่ละโซนก็ให้สิทธิพิเศษที่แตกต่างกัน เป็นต้น

ในส่วนของ Investment Opportunities in Thailand โอกาสในการลงทุนในไทยอีกหลายๆด้าน เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ปี 2012 ประเทศไทยถือเป็นประเทศผลิตรถยนต์อันดับที่ 9 ของโลก และมีเป้าหมายที่จะผลิตให้ได้ถึง 3 ล้านคันในปี 2017 และอุตสาหกรรมเครื่องจักร เนื่องจากไทยยังต้องนำเข้าเครื่องจักรที่ทันสมัยอยู่มาก หากสามารถผลิตเครื่องจักรที่ไทยได้ ก็จะเป็นการลดการนำเข้า

หลังจากนั้นได้เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามข้อสงสัยก่อนจบการบรรยายในช่วงเช้า

ในช่วงบ่ายเป็นการบรรยายของอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายอุตสาหกรรม) คุณบวร สัตยาวุฒิพงศ์มาให้ความรู้เรื่อง อุตสาหกรรมไทย-ญี่ปุ่น

ท่านอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายอุตสาหกรรม) ได้เล่าถึงหน้าที่ของหน่วยงาน และการแลกเปลี่ยนระหว่างไทยกับญี่ปุ่นว่า ในแง่อุตสาหกรรม ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการลงทุนนั้น มีการร่วมมือทางด้านเทคโนโลยี เช่น การบำบัดน้ำเสีย หรือการจะมาตั้งโรงงานที่ไทย การขอใบอนุญาต การดูเรื่องมลพิษ สิ่งแวดล้อม หรือหากต้องการนำเข้าสารเคมีต่างๆต้องผ่านทางกระทรวงอุตสาหกรรม

หลังจากนั้นได้เล่าถึงโครงสร้างของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมีทั้งหมด 7 กรม ได้แก่

  1. กรมโรงงานอุตสาหกรรม
  2. กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานเหมืองแร่ (ให้สัปทานเหมืองแร่ ดูแลด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม)
  3. กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (พัฒนาอุตสาหกรรมไทย เช่น SME)
  4. สำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (เป็นหน่วยงานที่วางแผนด้านอุตสาหกรรมของประเทศโดยรวม)
  5. สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย
  6. สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (ดูแลด้านมาตรฐานต่างๆ น่าจะมีบทบาทมากขึ้น หากเริ่มมีการค้าเสรีแบบไม่มีภาษี)
  7. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

ปัญหาของโรงงานในเมืองไทยนั้น ส่วนใหญ่ยังขาดเรื่องการซ่อมบำรุง (Maintenance) ด้วยเหตุนี้ทางกระทรวงอุตสาหกรรมจึงมีแผนที่จะร่วมมือกับญี่ปุ่นในการจัดอบรมต่างๆ ซึ่งทางไทยเราเองก็จะได้เรื่องความปลอดภัย เทคโนโลยี และทางญี่ปุ่นก็สามารถขายเทคโนโลยีได้

ความแตกต่างของการลงทุนของญี่ปุ่นในไทยและอินโดนีเซีย และเวียดนามต่างกัน อินโดนีเซียมีประชากรเยอะมาก การที่ญี่ปุ่นไปลงทุนเพื่อหวังจะขายสินค้าให้กับคนประเทศนั้น สำหรับไทย ญี่ปุ่นมองไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศรอบข้าง และในระดับของอาเซียน ส่วนของเวียดนามนั้น ส่วนมากญี่ปุ่นไปสร้างโรงงาน electronics เนื่องจากอุตสาหกรรมด้านนี้ ต้องการกำลังแรงงานมาก และเวียดนามยังมีค่าจ้างแรงงานที่ถูก

สำหรับหน่วยงาน SME ของญี่ปุ่นที่มีแนวโน้มจะไปไทยนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริม SME ในไทยด้วยเช่นกัน จึงได้มีการจับคู่ธุรกิจ ให้เกิดความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยี แรงงาน ซึ่งได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย

หากมองอุตสาหกรรมญี่ปุ่นนั้น 3 อันดับแรกของญี่ปุ่น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ เหล็ก ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ตามลำดับ

นอกจากนั้นประเทศญี่ปุ่นยังมีนโยบายที่จะดึงบริษัทญี่ปุ่นให้กลับมา เพราะ ต้องการกระจายความเสี่ยง เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า อย่างเช่น รถ Lexus ทุกชิ้นส่วนทั้งหมดทำที่ญี่ปุ่น แต่ไปประกอบที่ไทย เป็นต้น

ในมุมกลับกัน ประเทศไทยมียอดส่งออกทางด้านยานยนต์ 10% เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ส่วนประกอบ 8.3% และอัญมณีเครื่องประดับ 5.75%

การส่งออกของไทยนั้นในภาคอุตสาหกรรม 74.95% ภาคอุตสาหกรรมการเกษตร 8.05%   ภาคเกษตรกรรม 10.29% แร่และเชื้อเพลิง 6.71%

จากข้อมูลต่างๆเราสามารถทราบได้ว่าไทยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจไปทางเดียวกับญี่ปุ่น อันเนื่องมาจากประเทศญี่ปุ่นไปลงทุนในไทยมาก ดังนั้นหากญี่ปุ่นต้องเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจใด ก็สามารถคาดได้ว่าประเทศไทยก็น่าจะเผชิญกับปัญหานั้นในไม่ช้า

หลังจากนั้นได้เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถามข้อสงสัยก่อนจบการบรรยาย

             

Royal Thai Embassy 3-14-6, Kami-Osaki, Shinagawa-ku, Tokyo JAPAN 141-0021.
Copyright © 2013 | Office of Educational Affairs in Japan All rights reserved.