สรุปงาสะมมนาวันที่ 30 มิ.ย. 52 เรื่องอุตสาหกรรมกับการลงทุนในประเทศไทย

เมื่อวันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน 52 สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนฯ (สนร.) ได้จัดงาน "สัมมนากลุ่มสาขาวิชา"ของนักเรียนไทยในประเทศญี่ปุ่น เรื่องอุตสาหกรรมกับการลงทุนในประเทศไทย ณห้องประชุม JICA GLOBAL PLAZA กรุงโตเกียว โดยในภาคเช้าคุณโชคดี  แก้วแสงอัครราชทูต (ฝ่ายเศรษฐกิจการลงทุน) เป็นวิทยากรบรรยาย ได้เล่าเรื่องลักษณะอุตสาหกรรมรูปแบบการลงทุนของประเทศญี่ปุ่นและยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยในปัจจุบัน และอนาคต ดังนี้

ลักษณะสำคํญของอุตสาหกรรมญี่ปุ่นหลักๆ คือ เป็นผู้นำด้าน R&D เทคโนโลยีเครื่องจักร ให้ความสำคัญด้าน Marketing Network/ Marketing Intelligence ดีมีจำนวนโรงงานขนาดเล็ก(SME)ที่มีประสิทธิภาพจำนวนมาก และแม้มีทรัพยากรธรรมชาติน้อยแต่มีเทคโนโลยีในการนำมาแปรรูป

     จากนั้นวิทยากรได้อธิบายลักษณะเด่นในแต่ละอุตสาหกรรม  ประกอบด้วย  อุตสาหกรรมยานยนต์อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมไฟฟ้า ฯลฯ

     สัดส่วนการลงทุนอุตสาหกรรมญี่ปุ่นในต่างประเทศนั้นอันดับ 1 คือ อเมริกาเหนือ คิดเป็น 33.6% อันดับ2 คือ ยุโรป คิดเป็น 26.7% อันดับ3 คือ เอเชีย (ไม่รวมเอเชียตะวันออก) คิดเป็น 24.3% หากมองแต่ในเอเชียแล้ว อันดับ1 คือ จีน อันดับ 2 คือ ไทย และอันดับ3 คือ สิงคโปร์

     การลงทุนอุตสาหกรรมญี่ปุ่นในไทยนั้นแบ่งออกเป็นยุค ดังต่อไปนี้

1. ยุคทดแทนนำเข้า (พ.ศ. 2497 - 2514) เช่น สิ่งทอยานยนต์

2. ยุคส่งเสริมส่งออก (พ.ศ. 2515 - 2528)

3. ยุคPlaza Accord (พ.ศ. 2529 - 2534) เงินเยนแข็งขึ้น ญี่ปุ่นหันมาลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น

4. ยุคอุตสาหกรรมสนับสนุน (พ.ศ. 2535 - 2539) เปิดการค้าเสรี, ลงทุนด้านชิ้นส่วนElectronics เช่น เซมิคอนดักเตอร์  ฮาร์ดดิสก์เป็นต้น

5. ยุควิกฤต (พ.ศ. 2540 - 2544) เน้นการส่งออก

6. ยุคเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (พ.ศ. 2545 - ปัจจุบัน) บริษัทยานยนต์ย้ายฐานการผลิตมายังไทยมีการผลิตชิ้นส่วนยานพาหนะในไทยมากขึ้น

     สำหรับเมืองไทยนั้นทางรัฐบาลพยายามที่จะดึงโครงสร้างส่วนบนของแต่ละอุตสาหกรรมมาลงทุนที่ไทย เพื่อให้ Supplier ตามมา โดยรัฐบาลตั้งเงื่อนไขในการลงทุนว่าต้องใช้วัตถุดิบที่ผลิตในไทยปัจจุบันมีบริษัทญี่ปุ่นที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนด้าน Eco Car ถึง 6 โครงการซึ่งตรงนี้น่าจะทำให้ Supplier ตามไปลงทุนที่เมืองไทย ปัจจุบันชิ้นส่วน Hi-Tech บางชนิดนั้นยังไม่มาลงทุนที่เมืองไทย ซึ่งรัฐบบาลไทยได้กำลังพลักดันในจุดนี้อยู่

สิ่งที่ Challengeในการที่ญี่ปุ่นตัดสินใจไปลงทุนที่ประเทศใดนั้น มักมองที่ 3 จุดใหญ่ดังนี้

1. จะหาตลาดได้ยังไง (ขายใคร)

2. How they can produce high quality products at low cost

3. How they can get excellent human resources

นอกจากนี้จากการถามตอบได้เนื้อหาที่สำคัญที่สามารถสรุปได้ดังนี้

1. สิ่งที่ไทยคาดหวังจากการลงทุนของญี่ปุ่นในไทยนั้นนอกจากอุตสาหกรรมการผลิตแล้ว อยากให้ญี่ปุ่นนำการวิจัย และการพัฒนามาลงทุนที่ไทยซึ่งไทยได้พยายามบังคับญี่ปุ่นแต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ญี่ปุ่นต้องการเพื่อให้สามารถมาลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาได้นั้นคือ ความสามารถของแรงงานวิศวะ ความสามารถด้านภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

2. คนญี่ปุ่นอยากได้แรงงานวิศวะไทยไปทำงานด้วยแต่วิศวะไทยที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวะอย่างแท้จริงมีน้อยเนื่องจากส่วนใหญ่ผู้จบปริญญาตรีวิศวะมักหันไปเรียนด้าน MBAทำให้ขาดกำลังด้านนี้โดยเฉพาะด้านElectronics ซึ่งไทยยังมีแรงงานวิศวะด้านนี้น้อยมาก

3. การเจรจาการค้าการลงทุนนั้น มีทั้ง winner และ looser ไม่มีใครได้ทุกอย่างและเสียทุกอย่าง บาง sector ได้ประโยชน์ บาง sector เสียประโยชน์ รัฐบาลต้องมองภาพรวม Net gain แต่ก็มีระบบ Safeguard เพื่อนำไปช่วยส่วนที่เสียประโยชน์ เช่นจัดกองทุนเพื่อพัฒนาการผลิตเพื่อให้เกิดการแข่งขันได้ เป็นต้น

4. ลักษณะการถ่ายทอดความรู้จากคนสู่คนนั้นประเทศไทยมักไม่มีการบันทึก ทำให้มีปัญหาในการต่อยอด

     ทั้งนี้ รายละเอียดในงานสัมมนา โดยอัครราชทูตโชคดี สามารถดาวน์โหลด Power Point ได้จากจากที่นี่ ไฟล์ที่1  ไฟล์ที่2

ในช่วงบ่ายคุณกฤษฎา  เวชวิทยาขลัง  ที่ปรึกษา (ฝ่ายเศรษฐกิจการลงทุน) มาบรรยายและให้คำแนะนำในการเรียนสาขาวิศวกรรมศาสตร์ในประเทศญี่ปุ่นและการนำความรู้ที่ได้ศึกษามาใช้ให้เกิดประโยชน์โดยได้เล่าถึงประสบการณ์ในวัยเรียนที่ญี่ปุ่น ซึ่งได้รับทุน ก.พ. มาเรียนภาษาก่อนเข้าไปเรียนขั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จนกระทั่งจบปริญญาโทโดยวิทยากรให้คำแนะนำว่าให้เลือกเรียน และทำในสิ่งที่รัก รักและชอบทำสิ่งใดและขอให้ทำให้ดี ไม่ว่าจะเรียนสาขาวิชาใดก็สามารถหางานทำได้หมดเพียงแต่อาจจะต้องรู้จักนำมาประยุกต์ใช้ เนื่องจากวิทยากรเองจบวิศวะแต่หน้าที่ปัจจุบันนั้นเกือบจะไม่ได้ใช้ ความรู้ที่ได้ศึกษามาแต่ความรู้พื้นฐานวิศวะบางเรื่องสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานได้

     วิทยากรแนะนำว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นความรู้พื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญสามารถนำความรู้นั้นมาใช้กับงานในอนาคตได้ไม่ว่าจะเป็นงานใดและแนะนำให้พยายามหาประสบการณ์นอกห้องเรียนโดยการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆซึ่งนอกจากจะได้ประสบการณ์แล้ว ยังได้ความรู้ทางภาษาด้วยและควรที่จะค้นคว้าหาความรู้ตลอดเวลา อาจไปทำงานพิเศษ เช่นวิทยากรเองเคยทำงานเป็นล่ามที่โรงงาน นอกจากจะได้เรียนรู้ภาษาแล้วยังได้เรียนรู้การทำงานของชาวญี่ปุ่น เช่น การตรงต่อเวลา ความตั้งใจทำงานและการเก็บกวาดทำความสะอาดหลังเลิกงาน การเป็นล่ามทำให้ได้เจอคนหลายระดับซึ่งจะได้ทั้งภาษา และ Connection

    

วิทยากรได้แนะนำข้อคิดในการเลือกงานในอนาคตดังนี้

1. ผลตอบแทน คนไทยมักมองที่ผลตอบแทนเป็นสิ่งแรกแต่การเลือกงานจริงสิ่งที่ควรคำนึงอาจมีหลายๆอย่างนอกจากการดูที่ผลตอบแทนเป็นอย่างแรก

2. สามารถนำความรู้ความสามารถที่ได้ศึกษามามาใช้ให้เกิดประโยชน์

3. ควรเลือกงานที่ตัวเองชอบเมื่อรักและชอบงานนั้นแล้วย่อมจะทำงานนั้นได้ดี

4. ศึกษาวัฒนธรรมในองค์กรที่เราอยากเข้าไปทำงานโดยสอบถามจากคนรู้จัก

5. ให้เลือกที่ที่จะสามารถแสดงความสามารถได้เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าทางการงาน

     วิทยากรได้แนะนำสำนักงาน BOI (Board of Investmnet) ว่า ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นสนใจมาลงทุนในไทยมากขึ้นเนื่องจากไทยมีความน่าสนใจทางด้านตลาด ต้นทุนที่ต่ำ วัตถุดิบและความเป็นอยู่ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ที่รู้ภาษาญี่ปุ่นที่ BOI เพียง 9 คน ซึ่งถือว่ายังไม่เพียงพอเนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นที่มีความสนใจอยากมาลงทุนที่ไทยมีจำนวนมาก

     สำหรับมุมมองในส่วนของญี่ปุ่นต่อคนไทยนั้นในการรับบุคคลากรเข้าทำงาน ญี่ปุ่นจะเลือกคนที่จบด้านใดก็ได้แต่ขอให้มีความรู้ทางด้านภาษาญี่ปุ่นเนื่องจากวัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่นจะมีการฝึกอบรมและให้ความรู้เรื่องงานเพื่อให้เกิดความกลมกลืนกับวัฒนธรรมของแต่ละบริษัทในมุมมองของคนญี่ปุ่นนั้น เห็นว่าหญิงไทยทำงานดี ส่วนชายไทย แรงมากและดื่มเหล้ามากและแรงงานวิศวะไทยนั้นอยู่ในระดับเก่ง รู้จักดัดแปลง ประยุกต์ใช้ คนไทยมีความประณีตแต่อาจจะมีบางส่วนที่ยังไม่ตรงต่อเวลากับในมุมมองคนต่างชาติชาติอื่นๆมองว่าคนไทยไม่ซื่อสัตย์ เช่น มาทำงานสายหรือไม่มาและอ้างว่ารถติด หรือ ป่วย เป็นต้น

     สุดท้ายวิทยากรได้ให้หลักการทำงาน ดังต่อไปนี้

1. รู้จริงในเรื่องที่ทำรอบรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง

2. หมั่นแสวงหาความรู้ใหม่ๆ เสมอ กล้า Challenge เพื่อเพิ่มคุณค่าในตัวเอง

3. รักในงานที่ทำ รักอาชีพในการดำรงชีวิต รักองค์กรรักเจ้านาย รักลูกน้อง

4. ซื่อสัตย์ ไม่เอาเปรียบต่อบริษัท

5. ขยัน อดทน มุ่งมั่นทำงานที่ได้รับมอบหมายมีความรับผิดชอบ

6. มี Positive Thinking

7. ระลึกเสมอว่าทุกอย่างเป็นไปได้ และเป็นไปไม่ได้

วิทยากรได้ฝากให้นักเรียนตั้งใจเรียนเรียนรู้ในวิชาเอกให้แน่น และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพิ่มเติม คิด ใฝ่รู้ ใจสู้มุ่งมั่น ทำทันที ใช้โอกาสที่มีอยู่ในการพัฒนาองค์กร และประเทศ

               

Latest News

  • 1
  • 2
  • 3
  • 4