สรุปงานสัมมนาวันที่ 28 มี.ค. 52 เรื่อง เกษตรและอาหารในญี่ปุ่น"

เมื่อวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2552 สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนฯ (สนร.) ได้จัดงาน "สัมมนากลุ่มสาขาวิชา"ของนักเรียนไทยในประเทศญี่ปุ่น เรื่อง "เรียนรู้เรื่องเกษตรและอาหารในญี่ปุ่น" ณห้องประชุม JICA GLOBAL PLAZA กรุงโตเกียว โดยในภาคเช้าคุณศิริลักษณ์  สุวรรณรังษีอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร)เป็นวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับเรื่องการเกษตรของประเทศญี่ปุ่นได้เล่าเรื่องของเกษตรกรญี่ปุ่น ผลผลิตด้านการเกษตร การปฏิรูปการเกษตรความร่วมมือระหว่างไทย - ญี่ปุ่นในด้านการเกษตร และให้ข้อคิดในการทำงานในอนาคต

ปัจจุบันเกษตรกรญี่ปุ่นมีจำนวนลดลง คิดเป็น 10% ของประชากรทั้งหมด และญี่ปุ่นมีผลผลิตทางเกษตรเทียบกับพื้นที่การผลิตสูงสุดในโลกและมากกว่าประเทศไทยประมาณ 10 เท่า อย่างไรก็ตาม รายได้จาการเกษตรของญี่ปุ่นมีเพียง 1% ของ GDPของประเทศ และอัตราความพึ่งพาตนเองในด้านอาหาร (Self Sufficiency Ratio) โดยคำนวณจากปริมาณแคลลอรีที่บริโภคต่อ 1 วันแล้ว ลดลงอย่างต่อเนืองขณะนี้อยู่ที่ 40% ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆแต่เนื่องจากอาหารเป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศรัฐบาลญี่ปุ่นจึงพยายามเข้าไปช่วยในด้านต่างๆถึงแม้จะไม่คุ้มค่าในเชิงการลงทุนก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลพยายามปฏิรูป ได้แก่พื้นที่การเกษตร เกษตรกรชรา (เนื่องจากไม่มีผู้สืบทอดการทำเกษตร) ราคาผลผลิตเป็นต้น

วิทยากรชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลญี่ปุ่นมีโปรแกรมพื้นฐานที่ช่วยเหลือเกษตรกรตลอดเวลาต่างจากรัฐบาลไทยที่การช่วยเหลือจะมีลักษณะเป็นการช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาขึ้น  นอกจากนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงลักษณะการปฏิรูปการเกษตรญี่ปุ่นที่ปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับประเทศตนเช่น รู้จักจัดการให้เกษตรกรมีรายได้ต่อเนื่องรายวัน มากกว่ารายได้ตามฤดูเก็บเกี่ยวการเพิ่มมูลค่าสินค้าการสร้างมาตรฐานการสืบย้อนที่มาของสินค้าเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

อย่างไรก็ตามประเทศญี่ปุ่นเน้นเรื่องคุณภาพสินค้ามากกว่าความปลอดภัยของอาหาร (Food Safety) ทำให้หลายปีที่ผ่านมาญี่ปุ่นต้องเผชิญหน้ากับปัญหาทางด้านผลผลิตทางการเกษตรหลายประการเช่น โรควัวบ้า สารพิษตกค้างในผัก การบิดเบือนฉลากวันหมดอายุ เป็นต้นปัญหาสารตกค้างในอาหารไม่ว่าจะเป็น สารพิษในเกี๊ยวซ่า เมลามีน และสารพิษในข้าวสารเมื่อมีการค้นพบแล้วจะส่งผลต่อประเทศผู้ผลิตอย่างใหญ่หลวงเพราะทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นซึ่งการจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมานั้นใช้เวลาอย่างน้อยถึง 2 ปี

นอกจากนี้ประเทศไทยและญี่ปุ่นยังได้มีความร่วมมือทางด้านวิชาการในการพัฒนาบุคคลากรทางด้านการเกษตร ด้านสุขอนามัยพืช สัตว์และพัฒนาสินค้าที่ได้จากการเกษตร สุดท้ายวิทยากรฝากให้นักเรียนที่ได้มีโอกาสมาศึกษาณ ประเทศญี่ปุ่นนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้เรียนมากลับไปพัฒนาการเกษตรที่เมืองไทย

ในช่วงบ่ายคุณทิวา พาโคกทมนักเรียนทุนรัฐบาล - ทุน สกอ. (อาจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ปัจจุบันศึกษาระดับปริญญาเอกด้าน Plant Climatology Tokyo University of Agricultural and Technology มาบรรยายเรื่อง "มองเกษตรญี่ปุ่นแล้วย้อนดูเกษตรไทย"ได้เล่าประสบการณ์การเป็นนักศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น และพยายามชี้ให้นักศึกษาคิดอยู่เสมอว่าสิ่งที่เรียนไปจะนำไปใช้ที่ประเทศอย่างไรวัตถุประสงค์ในการมาศึกษาที่ญี่ปุ่นนั้นเพื่อตนเอง หรือเพื่อสังคม

วิทยากรได้อธิบายความแตกต่างของวิชาเรียนทางด้านการเกษตรในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นและไทยว่าญี่ปุ่นจะแบ่งสาขาการเรียนไว้ค่อนข้างกว้างและลักษณะหน่วยกิจของมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นเอื้อให้นักศึกษาสามารถลงวิชาเรียนได้มากนอกจากนี้ยังได้เล่าถึงลักษณะการเรียนของญี่ปุ่นที่มีการสัมมนา ทำงานวิจัยซึ่งวิทยากรแนะนำว่า ในการเข้าสัมมนา แม้เราไม่มีคำถามแต่ควรที่จะหัดฟังที่คนอื่นถาม และหัดฟังวิธีการตอบของคำถามนั้นด้วยเพราะในอนาคตเราอาจจะมีโอกาสเป็นคนที่ตอบคำถาม เมื่อถึงเวลานั้นจะได้รู้ว่าควรต้องตอบคำถามลักษณะนั้นอย่างไร

นอกจากนี้การเรียนรู้ในภาคปฏิบัติทำให้ทราบถึงประสิทธฺภาพในการทำการเกษตรของญี่ปุ่นที่แม้จะมีแรงงานน้อยแต่ก็สามารถใช้เครื่องมือทางการเกษตรมาจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งการที่ได้มีประสบการณ์ในการลงปฏิบัติจริงจะช่วยให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเกษตรกรไทยได้วิทยากรยังได้แนะนำให้ใช้โอกาสที่ได้มาเรียนที่ญี่ปุ่นสร้างเครือข่ายทางการศึกษาให้มากขึ้นอย่าท้อแท้กับการเรียนให้นำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์กับเกษตรไทยให้มากที่สุด

Latest News

  • 1
  • 2
  • 3
  • 4