Logo

สรุปงานสัมมนาวันที่ 20 ธ.ค. 52 เรื่อง การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรมไทย-ญี่ปุ่น

สรุปงานสัมมนาวันที่ 20 ธ.ค. 52

ในระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมาชาวโลกเริ่มให้ความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมคำนึงถึงความจำเป็นในการเลือกบริโภคอุปโภคผลิตภัณฑ์ที่ตระหนักต่อความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อมและเพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ในเรื่องนี้ สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนฯได้เชิญอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายอุตสาหกรรม) คุณจุลพงษ์ ทวีศรีเป็นเกียรติบรรยายในหัวข้อเรื่อง "การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม ไทย -ญี่ปุ่น" ในวันอาทิตย์ที่ 20 ธ.ค. 52 ที่ผ่านมา

การบรรยายเริ่มตั้งแต่เวลา 10.00-12.00 น.โดยเริ่มจากการอธิบายถึงวัฏจักรของสิ่งมีชีวิต และตามมาด้วยเรื่องมลพิษทางน้ำน้ำเสียหรือไม่เสียนั้น ดูได้จากค่า BOD (Biochemical Oxygen Demand) ที่ประเทศอังกฤษเป็นผู้คิดค้นวิธีการวัดดัชนีน้ำเสียนี้ขึ้นในปี 1908 เนื่องจากประสบกับปัญหามลภาวะทางน้ำในแม่น้ำเทมส์บริเวณกรุงลอนดอนเป็นการวัดปริมาณของออกซิเจนที่จุลินทรีย์ต้องการใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์น้ำที่มีค่า BODต่ำคือ น้ำที่ดีเพราะจุลินทรีย์ต้องการออกซิเจนจำนวนน้อยในการย่อยสลายสารอินทรีย์สำหรับประเทศไทยกำหนดมาตราฐานน้ำดีไว้ที่ค่า BOD ≤ 20mg/น้ำ 1 ลิตร ซึ่งสาเหตุน้ำเสียในไทย 30%มาจากโรงงานอุตสาหกรรม ส่วน 70%มาจากชุมชน

นอกจากนี้ปัญหาเรื่องขยะที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นทุกปีก็เป็นปัญหาใหญ่อีกหนึ่งปัญหาในประเทศไทยขยะ 100 ส่วนถูกจัดการโดยการเผา โดยใช้เตาเผาความร้อนสูง (Incineration) 1% การฝังกลบ (Landfill) 30% และการกำจัดโดยนำไปเททิ้งไว้ตามธรรมชาติ (Open Dumping) 65% ซึ่งขณะนี้ประเทศที่ผลิตขยะมากที่สุดในโลก คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา 2 กก./คน/วันประเทศญี่ปุ่นมาเป็นอันดับที่ 17 คือ 1.12 กก./คน/วัน และประเทศไทย 0.65กก./คน/วันจะเห็นได้ว่าในวันหนึ่งเกิดขยะขึ้นบนโลกมากมายเพียงใด

ในหลักความเป็นจริงแล้ว การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนคือ การสร้างความสมดุลในทั้ง 3 มิติ อันประกอบด้วย สิ่งแวดล้อม สังคมและเศรษฐกิจการเน้นให้ความสำคัญเพียงตัวใดตัวหนึ่ง จะนำมาซึ่งปัญหาในภายหลังได้ในความเป็นจริงแล้ว โลกเรามีการพัฒนาการจัดการสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอดโดยที่กระบวนการมีการพัฒนาซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆพร้อมกับควมจำเป็นในการตรวจจับและสั่งการของเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่น้อยลงและได้รับความร่วมมือและสมัครใจจากทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคมากขึ้นตามการพัฒนา  โดยการจัดการช่วงแรกเริ่มนั้น จะเป็นการจัดการที่ปลายเหตุมากกว่า ซึ่งเราเรียกว่าเป็นการควบคุมที่ปลายท่อ เช่น ในการควบคุมมลพิษของน้ำเจ้าหน้าที่ต้องเดินทางไปตรวจน้ำที่ถูกทิ้งมาจากโรงงานและดำเนินการสั่งควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานต่อจากนั้นการจัดการได้พัฒนามาเป็น "ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบ" หมายถึงผู้ทิ้งต้องจ่ายค่าทิ้งหรือค่าจัดการ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้ผลิตไม่ก่อมลพิษและมาถึงขั้นที่สามเป็นการจัดการโดยเน้นการจำกัดที่แหล่งกำเนิดของมลพิษมากกว่าจะใช้วิธีควบคุมเรียกว่า "กลไกการป้องกันมลพิษ"รัฐจะส่งเสริมให้ผู้ผลิตนำกลไกนี้ไปปฏิบัติโดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเป็นตัวจูงใจเช่น การให้สิทธิประโยชน์ในรูปแบบต่างๆมีการจัดการสร้างมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO หรือการประเมิณวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เป็นต้น หลังจากนั้นได้พัฒนามาเป็น "กลไกข้อตกลงระหว่างรัฐและเอกชน"ซึ่งเป็นเรื่องของการตกลงระหว่างรัฐกับผู้ผลิตเฉพาะรายอย่างเป็นทางการมีการผ่อนปรนมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมบางอย่างและเพิ่มระดับของมาตรฐานบางอย่างให้แก้ผู้ผลิตและสนับสนุนให้ผู้ผลิตใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ก่อให้เกิดมลภาวะต่ำ ซึ่งในต่างประเทศเช่น ประเทศญี่ปุ่น มีการพัฒนาการจัดการมาถึงขั้นนี้แล้วแต่สำหรับประเทศไทยยังคงใช้มาตรฐานกลางอยู่อย่างไรก็ตามขั้นตอนการพัฒนาที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าเป็นการจัดการควบคุมระหว่างรัฐและผู้ผลิตซึ่งในปัจจุบันนี้มีการพัฒนามาถึงขั้นที่ดึงดูดให้ผู้บริโภคหันมาสนใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นที่เราเรียกว่า "กลไกผลิตภัณฑ์สีเขียว"ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลไก "การใช้ปฏิบัติ" ที่ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตและผู้บริโภค เช่นฉลากเขียว ฉลากเบอร์ 5 เป็นต้นและในปัจจุบันมีการพัฒนาการจัดการสิ่งแวดล้อมมาถึงระดับที่เรียกว่า "กลไกการบริโภคที่ดีพอ" เช่น การจัดทำข้อตกลงระหว่างประเทศ อาทิ "พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocal)" ซึ่งเป็นกฎหมายลูกของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) ของประเทศต่างๆในปี พ.ศ. 2535 เป็นพิธีสารที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มความเข้มข้นของพันธกรณีโดยจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอุตสาหกรรมให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปีพ.ศ. 2533 ประมาณร้อยละ 5 โดยจะต้องดำเนินการให้ได้ในช่วงปี พ.ศ. 2550 - 2555 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ. 2548

ปัจจุบันการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมได้ค่อยๆแทรกซึมไปในทุกหน่วยของสังคมนับตั้งแต่ระดับประเทศจนถึงระดับผู้บริโภคดังนั้นหากทุกคนมีจิตสำนึกถึงเรื่องนี้อย่างจริงจังและเน้นให้เกิดความสมดุลย์กันในทั้ง 3 มิติความหวังที่โลกเราจะน่าอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ ก็คงจะเป็นจริงได้ในอนาคตอันไม่ไกลนี้

Royal Thai Embassy 3-14-6, Kami-Osaki, Shinagawa-ku, Tokyo JAPAN 141-0021.
Copyright © 2013 | Office of Educational Affairs in Japan All rights reserved.