สรุปการสัมมนาเรื่อง ก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน2015 ณ วันที่ 24 มิ.ย. 55

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน 2555 สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนฯได้สัมมนาเรื่อง ก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2015 โดยอัครราชทูต นายสิงห์ทอง ลาภพิเศษพันธุ์ ให้เกียรติเป็นผู้บรรยายมีเนื้อหาโดยสรุป ดังนี้

    สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน เป็นองค์กรทางภูมิรัฐศาสตร์และองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ ได้แก่ ไทยมาเลเซียฟิลิปปินส์อินโดนีเซียสิงคโปร์บรูไนลาวกัมพูชาเวียดนาม และพม่า มีประชากรรวม 600 ล้านคน GDP รวม 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ การค้ารวม 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐ

                   อาเซียนมีจุดเริ่มต้นเพื่อสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจขึ้นในภูมิภาค โดย ดร.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ลงนามใน "ปฏิญญากรุงเทพ" ที่พระราชวังสราญรมย์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมพ.ศ. 2510 ซึ่งลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศสมาชิกก่อตั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, สิงคโปร์ และไทย                     การจัดตั้งอาเซียนในช่วงแรกก็เพื่อปลอดจากอิทธิพลแทรกแซงในสมัยหลังสงครามโลก และเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อธำรงสันติภาพ เสถียรภาพ ความมั่นคง เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจและความอยู่ดีกินดีของประชาชน เพื่อพัฒนาสังคมและวัฒนธรรม และเพื่อส่งเสริมความร่วมมือกับภายนอก และองค์การระหว่างประเทศต่างๆ                    ในการรวมตัวกันของอาเซียน เนื่องจากมีหลายประเทศ แต่ละประเทศมีลักษณะแตกต่างกัน จึงกำหนดหลักการพื้นฐานของอาเซียน คือ การตัดสินใจโดยใช้ฉันทามติ การไม่แทรกแซงในกิจการภายในของกันและกัน และการร่วมมือเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน                   ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งตั้งแต่ปี 2510 อาเซียนอาจแบ่งพัฒนาการได้เป็นช่วงใหญ่ๆ 3 ช่วง คือ                    ช่วงที่ 1 การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันในด้านต่างๆ (Functional Cooperation) เป็นช่วงแรกของการก่อตั้งความร่วมมือกันในด้านต่าง ๆ เป็นเวลาประมาณ 20 กว่าปี

                    ช่วงที่ 2 การส่งเสริมการรวมตัวทางเศรษฐกิจ (Economic Integration) เป็นช่วงที่มีการเน้นการรวมตัวทางเศรษฐกิจ มีการเริ่มต้นจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน

                     ช่วงที่ 3 การสร้างประชาคม (Community Building)การประชุมของประเทศสมาชิกในอาเซียนมีหลายเรื่องโดยรวมมีการประชุมมากกว่า 700 ครั้งในหนึ่งปี แต่การประชุมครั้งสำคัญของประชาคมอาเซียน อาทิ-   Bali Concord IIการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 9 ตุลาคม 2546 ซึ่งระบุการจัดตั้งประชาคมอาเซียน ภายในปี 2563 และกำหนด 3 เสาหลัก ประชาคมการเมือง ความมั่นคง, ประชาคมเศรษฐกิจ และ ประชาคมสังคมและวัฒนธรรม-   Cebu Declarationการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 12 มกราคม 2550 มีสาระสำคัญคือ เร่งรัดการจัดตั้งประชาคมให้เร็วขึ้นจากปี 2563 เป็น 2558-   Declaration of the ASEAN Economic Community Blueprintการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 13 พฤศจิกายน 2550 ที่สิงคโปร์ มีการลงนามใน กฎบัตรอาเซียน (Asian Charter)                      ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 13 ได้มีการลงนามในกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) กฎบัตรอาเซียนคือธรรมนูญของอาเซียนที่จะทำให้อาเซียนมีสถานะเป็นนิติบุคคล เป็นการวางกรอบกฎหมายตลอดจนโครงสร้างองค์กรให้กับอาเซียน เพื่อให้มีกฎกติกาในการทำงาน โดยมีเป้าหมายให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและมุ่งการทำงานที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง กฎบัตรอาเซียน มีผลบังคับใช้ 15 ธันวาคม 2551                       การรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนมีวิวัฒนาการมาตามลำดับ ทั้งการทำความตกลงเปิดเสรีในส่วนของสินค้า บริการ และการลงทุน ตลอดจนการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพื่อเปิดตลาดเสรี·          สินค้า กำหนดเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) โดยมีการจัดทำความตกลง ATIGA (ASEAN Trade in Goods Agreement) ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมการลดภาษี มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี การอำนวยความสะดวกทางการค้า ข้อตกลงนี้กำหนดให้ประเทศสมาชิกเดิม 5 ประเทศลดภาษีเหลือ 0% ในปี 2536 และเหลือ 0% ในปี 2558 สำหรับประเทศ CLMV สมาชิกใหม่ 4 ประเทศ·          บริการ กรอบความตกลงด้านการค้าบริการ AFAS (ASEAN Framework Agreement on Services) กำหนดการเปิดตลาดการค้าบริการระหว่างกันภายในกลุ่มอาเซียนให้มากขึ้นกว่าใน WTO โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2538 และระบุให้สมาชิกต้องเปิดตลาดฯ ตามเป้าหมายที่กำหนดตามลำดับจนถึงปี พ.ศ. 2558 ·          การลงทุน ความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียน (ฉบับใหม่) ACIA (ASEAN Comprehensive Investment Agreement) ครอบคลุมหลักการสำคัญ คือ การเปิดเสรีการลงทุน การให้ความคุ้มครองการลงทุน และการส่งเสริมการลงทุน

 AEC Blueprint กำหนดเป้าหมายในการประสานให้อาเซียนเป็นหนึ่งเดียวไว้ 4 ประการ คือ1. การเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วม 1.1 ภาษีสินค้า / อุปสรรคการนำเข้าจะหมดไป ตลาด 10 ประเทศรวมเป็นหนึ่ง กลายเป็นตลาดอาเซียนØ      ภาษีนำเข้าต้องเป็นศูนย์ (แต่อาจมีข้อตกลงพิเศษในบางสินค้า)Ø      อุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี เช่น การจำกัดโควต้าการนำเข้า มาตรฐานทางสุขอนามัย ต้องหมดไปØ      กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อเพิ่มทางเลือกอย่างเท่าเทียมØ      มาตรฐานร่วม เพื่อให้สอดคล้องกับระบบสากลและระหว่างอาเซียน เช่น มาตรฐานเครื่องใช้ไฟฟ้า เภสัชกรรม ฯลฯ

Ø      พิธีการทางศุลกากรที่ทันสมัย เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ให้ขั้นตอนดำเนินการรวดเร็วขึ้น

1.2 อาเซียนสามารถถือหุ้นได้ถึง 70 % ในธุรกิจบริการในอาเซียน1.3 อาเซียนจะกลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนทั่วโลก โดยการเปิดเสรี ส่งเสริม คุ้มครอง และอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนภายใต้ความตกลงว่าด้วยการลงทุนอาเซียน (ฉบับใหม่) ACIA1.4 อาเซียนได้รับการอำนวยความสะดวกในการประกอบวิชาชีพมากขึ้น โดยมีข้อตกลงยอมรับให้นักวิชาชีพในอาเซียนสามารถจดทะเบียนหรือขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในประเทศอาเซียนอื่นได้ แต่ยังต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบภายในของประเทศนั้นๆ 1.5 อาเซียนจะมีการรวมตัวของตลาดเงินและตลาดทุนอย่างเป็นระบบ มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรีมากขึ้น โดยมีมาตรการปกป้องที่เพียงพอ เพื่อรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาค ป้องกันภาวะฟองสบู่ดังในช่วงปี 2540 ที่ได้เกิดขึ้นมาก่อน2. การสร้างเสริมขีดความสามารถแข่งขัน2.1 นโยบายการแข่งขัน ผลักดันให้ทุกประเทศมีนโยบายและกฎหมายการแข่งขัน เพื่อสร้างวัฒนธรรมของการแข่งขันทางธุรกิจที่ยุติธรรม จัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญเพื่อหารือและประสานงาน2.2 การคุ้มครองผู้บริโภค พัฒนามาตรการด้านการคุ้มครองผู้บริโภคควบคู่กับมาตรการด้านเศรษฐกิจ จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อเป็นศูนย์กลางประสานงานในการปฎิบัติ/ตรวจสอบกลไกภายในภูมิภาค2.3 สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา บังคับใช้แผนปฏิบัติการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและแผนงานด้านลิขสิทธิ์ จัดตั้งระบบการจัดเก็บเอกสารสำหรับการออกแบบ2.4 โครงสร้างพื้นฐาน จัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านการขนส่งเพื่อสร้างความเชื่อมโยงด้านการขนส่งทุกรูปแบบ และอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสินค้า จัดทำแผนปฏิบัติการส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน2.5 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จัดทำแผนแม่บทด้าน ICT กำหนดมาตรการเพื่ออำนวยความสะดวกด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้กรอบความตกลง e-ASEAN 3. การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค ร่วมมือกันจัดตั้งศูนย์บริการ โครงการ และกองทุนต่างๆ ที่เอื้อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค ลดช่องว่างความไม่เท่าเทียมในการพัฒนา เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน สนับสนุนการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน4. การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก การทำ FTA กับประเทศต่างๆทั่วโลกซึ่งปัจจุบันในภูมิภาคเอเชีย โอเชียเนีย นั้น ได้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว และกำลังขยายออกสู่กลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง รัสเซีย ยุโรป อเมริกาเหนือและ อเมริกาใต้                             ผลกระทบจากการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน                           ด้านการเมืองและความมั่นคง อาทิ ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบค้ามนุษย์ การค้าอาวุธยาเสพติดและสารตั้งต้น การลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ช่องว่างในการพัฒนาอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งทางสังคม การส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน                          ด้านเศรษฐกิจ อาทิ การลดภาษีทำให้มีสาขาที่ได้ประโยชน์ ได้แก่ สินค้าอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุปกรณ์เครื่องไฟฟ้า อาหารสำเร็จรูป เสื้อผ้าสำเร็จรูป วัสดุก่อสร้าง สินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงการเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมือ 8 สาขา                         

ด้านสังคม   อาทิ   ปัญหาด้านสาธารณสุขที่อาจเกิดจากการเคลื่อนย้ายแรงงานและนักท่องเที่ยวโดยเสรี การสร้างอัตลักษณ์ร่วมกันของอาเซียน และการสร้างความรู้สึกร่วมของประชาชนให้ตระหนักถึงหน้าที่ในการเป็นประชากรของอาเซียน การช่วยเหลือเมื่อมีภัยพิบัติ การคุ้มครองแรงงานต่างด้าวของประเทศอาเซียน และการช่วยเหลือด้านกงสุลแก่ประชาชนอาเซียนในประเทศที่ 3                        

การรักษาความเป็นแกนกลางของอาเซียน  สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างสมาชิก มีท่าทีร่วมกันเป็นเสียงเดียวในเวทีระหว่างประเทศ รักษาบทบาทการเป็นผู้ขับเคลื่อนกรอบความร่วมมือในภูมิภาค การรักษาความเป็นประธานจัดการประชุมต่างๆในภูมิภาค มีส่วนร่วมสนับสนุนความพยายามในระดับโลกในเรื่องต่างๆ อาทิ การรักษาสันติภาพ การปราบปรามโจรสลัด การตอบสนองต่อภัยพิบัติ                        การรวมตัวของประชาคมอาเซียนที่เปิดตลาดการค้าเสรี ทำให้แต่ละประเทศมีสินค้า/บริการที่ได้เปรียบ/เสียเปรียบ กรณีประเทศไทย สินค้าที่ได้เปรียบมีทั้งสินค้าเกษตรและอุปโภคบริโภค เช่น ข้าว ธัญพืช ผลไม้สดและแปรรูป อาหาร สินค้าหัตถกรรม เช่น ผ้าไหม ของตกแต่งบ้าน และสินค้าอุตสาหกรรม เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์และชิ้นส่วน และสินค้าเสียเปรียบ เช่น น้ำมันปาล์ม (มาเลเซีย) เมล็ดกาแฟ (เวียดนาม) เป็นต้น ส่วนบริการที่ไทยได้เปรียบ คือ การท่องเที่ยว ภาคบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว และบริการด้านสุขภาพ บริการที่เสียเปรียบ เช่น โลจิสติกส์ โทรคมนาคม สาขาที่ต้องใช้เงินลงทุนและเทคโนโลยีสูง ธุรกิจสถาปนิกขนาดกลางและขนาดเล็ก                        เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2015 ประเทศไทยมีการเตรียมความพร้อมในภาคส่วนต่าง ๆ อาทิ การจัดตั้งคณะกรรมการอาเซียนแห่งชาติ การผนวกวิสัยทัศน์และแผนปฏิบัติการของอาเซียนเข้าสู่นโยบายของรัฐบาลและส่วนราชการ การจัดตั้งสำนักงานหรือส่วนความร่วมมืออาเซียนในส่วนราชการ รวมถึงการสร้างองค์ความรู้ของหน่วยราชการเพื่อรับทราบข้อมูลที่ทันการณ์และมีความรู้ความเข้าใจ รวมถึงมีการกำหนดมาตรการการรองรับผลกระทบของภาครัฐที่มีหน่วยงานรับผิดชอบหลายหน่วยงาน อาทิ กองทุนเพื่อปรับโครงสร้างด้านการเกษตรในการดูแลของกระทรวงเกษตรฯ กองทุนเพื่อการปรับตัวภาคการผลิตและบริการที่ได้รับผลกระทบจาก FTA ในการดูแลของกระทรวงพาณิชย์                         ในตอนท้ายก่อนเข้าสู่การตอบคำถาม วิทยากรได้กล่าวถึงความท้าทายของการนำประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องประสานงานกันแบบบูรณาการ และไทยยังมีข้อจำกัดที่ส่งผลต่อการปฏิบัติตามพันธกรณี/ข้อผูกพันภายใต้กรอบอาเซียน คือ ความอ่อนไหวของราคาสินค้าภายในประเทศ และการดำเนินการตามมาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2550 ด้วย

Latest News

  • 1
  • 2
  • 3
  • 4