รายงานการไปดูงาน ณ Tomioka Silk Mill เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2559

Embassyภาพก่อนออกเดินทาง

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2559 สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในประเทศญี่ปุ่น (สนร.) ได้จัดโครงการดูงานในช่วงปิดภาคเรียน เพื่อให้นักเรียนได้รับประสบการณ์จริงในการเรียนรู้เทคโนโลยี และวิทยาการของญี่ปุ่น เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ในประเทศไทยต่อไป ในครั้งนี้ สนร.นำโดยอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการศึกษา) น.ส.พรพิศ  สมวงษ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ สนร. 2 ราย ได้พานักเรียนไปดูงานที่ Tomioka Silk Mill ซึ่งได้รับการบันทึกเป็นมรดกโลก ด้านอุตสาหกรรม ในปี ค.ศ.2014 (พ.ศ. 2557)

 Tomioka1

Tomioka Silk Mill ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1872 (เมจิ 5) เป็นโรงงานปั่นด้าย(ไหม) ที่รัฐบริหารโดยตรง เนื่องจากในสมัยนั้นประเทศญี่ปุ่นเพิ่งเปิดประเทศทำการค้าขายกับต่างชาติและได้มีการเปิดท่าเรือที่โยโกฮาม่าขึ้น ในสมัยนั้นสินค้าที่ขายดีที่สุดคือด้ายไหม ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการทอผ้าไหม เนื่องจากหนอนไหมในยุโรปเผชิญกับโรคระบาดทำให้ด้ายไหมขาดแคลน ชาวต่างชาติจึงหันมาซื้อด้ายไหมจากญี่ปุ่นแทน รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้ถือโอกาสนี้ทำการผลิตด้ายไหมเป็นอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกไปขายยังต่างประเทศและนำรายได้มาใช้ในการพัฒนาประเทศให้ทันประเทศในแถบตะวันตก 

Tomioka2

 

ปัจจุบัน Tomioka Silk Mill มีอายุกว่า 144 ปี ตึกอาคารที่ใช้ในสมัยนั้นยังคงถูกรักษาอย่างดี รัฐบาลบริหารโรงงานเป็นเวลา 21 ปี หลังจากนั้นได้ให้เอกชนมาบริหาร สำหรับเอกชนผ่านการบริหารมา 3 รายใหญ่ ท้ายสุดอยู่ในความดูแลของบริษัท Katakura ซึ่งได้ปิดการผลิตในอันยาวนานถึง 115 ปีลงในปี ค.ศ. 1987 เนื่องจากมีการนำเข้าด้ายไหมจากต่างประเทศที่มีราคาถูกลง หลังจากปิดโรงงาน บริษัท Katakura ได้ดูแลสภาพเครื่องจักรและอาคารโรงงานอย่างดีตลอดระยะเวลา 18 ปี ก่อนที่จะบริจาคตัวอาคารให้แก่เขต Tomioka ในปี ค.ศ. 2005

Tomioka3

 

Tomioka Silk Mill สร้างขึ้นในปี 1872 โดยรัฐบาลยุคเมจิ  ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนการพัฒนาประเทศให้ทันตะวันตก โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการผลิตด้ายไหมเป็นอุตสาหกรรมแรก โดยได้ให้ Mr.Paul Brunat ชาวฝรั่งเศสเป็นคนวางแผนสร้างโรงงานและวางแผนงานทั้งหมด โดยใช้เวลาสร้างเพียง 1 ปีครึ่ง ใช้คนงานก่อสร้างถึง1,000 คน ขณะที่เมืองโทมิโอกะในสมัยนั้นมีประชากรอยู่เพียง 1,700 คน สาเหตุที่เลือกสถานที่ที่ Tomioka เป็นเพราะ 1. เป็นแหล่งที่มีการเลี้ยงหนอนไหม ซึ่งสามารถหารังไหมที่เป็นวัตถุดิบในการปั่นด้ายได้ 2. สามารถหาที่ดินที่มีขนาดใหญ่พอที่จะสร้างโรงงานได้ 3. อยู่ใกล้แหล่งน้ำที่ต้องนำมาใช้ในการผลิต 4. อยู่ใกล้แหล่งที่สามารถหาถ่านหินมาเป็นพลังงานในการปั่นไฟในโรงงานได้ 5. ประชาชนในท้องถิ่นไม่ต่อต้านชาวต่างชาติ

อาคารที่ก่อสร้างใช้ศิลปการก่อสร้างผสมแบบฝรั่งเศส และญี่ปุ่น กล่าวคือ นำวิธีการก่ออิฐแบบฝรั่งเศส และหลังคามุมกระเบื้องแบบญี่ปุ่นมาใช้ จึงได้ตัวอาคารที่มีความทนทานและสวยงาม ภายในโรงงานจะมีอาคารที่ใช้ในการเก็บรังไหมอยู่ 2 อาคาร โดยรังไหมจะเก็บอยู่ชั้น 2 เพื่อให้อากาศถ่ายเท ไม่ให้เกิดเชื้อรา สำหรับตัวโรงงานที่มีการใช้เครื่องจักรนั้นมีความยาวถึง 140.4 เมตร ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นโรงงานงานปั่นด้ายที่มีขนาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตัวอาคารจะมีกระจกบานใหญ่จำนวนมากเพื่อให้แสงลอดผ่านเนื่องจากในสมัยนั้นยังไม่มีไฟฟ้า (มีไฟฟ้าใช้หลังจากการเปิดโรงงานผ่านไป 47 ปี) เครื่องจักร รวมทั้งเครื่องปั่นไฟทั้งหมดนำเข้ามาจากประเทศฝรั่งเศส เพื่อให้วางเครื่องจักรได้มาก ตัวโรงงานจะไม่มีเสาตรงกลาง ซึ่งเป็นการสร้างแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในญี่ปุ่นในสมัยนั้น  นอกจากนี้ หลังคายังได้มีการออกแบบให้มีช่องระบายลมเพื่อระบายความร้อนจากการต้มรังไหมด้วย ปัจจุบันภายในโรงงานมีการวางเครื่องปั่นด้ายที่ได้นำมาลงใหม่ในปี ค.ศ.1965 ซึ่งถือเป็นเครื่องจักรรุ่นใหม่สุดของวงการปั่นด้าย เนื่องจากหลังจากยุคนั้นอุตสาหกรรมปั่นด้ายได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดมาแล้ว การพัฒนาเครื่องปั่นด้ายก็ได้หยุดลง

ในยุคเริ่มต้น หญิงสาวที่ทำงานในโรงงานอายุราว 15- 25 ปี ส่วนใหญ่เป็นลูกซามูไรที่ได้รับการคัดเลือกมา ซึ่งทุกคนก็มีปณิธานที่แน่วแน่ในการทำงานให้ประเทศ เนื่องจากในยุคนั้นยังไม่มีไฟฟ้า ช่วงเวลาที่สว่างก็เป็นช่วงเวลาแห่งการทำงาน จึงมีเวลาทำงานโดยเฉลี่ยวันละ 7 ชั่วโมง 45 นาที  มีวันหยุด 76 วัน/ปี มีที่พัก และอาหารให้ รายได้ต่อเดือนราว 4 -5 หมื่นเยน/เดือน ซึ่งถือว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อยในยุคนั้น รวมทั้งมีแพทย์ และการพยาบาลเบื้องต้นให้กับผู้ทำงานด้วย

สาเหตุที่สถานที่แห่งนี้ได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเป็นเพราะโรงงานนี้มีบทบาทสำคัญในอดีตที่มีส่วนในการพัฒนาอุตสาหกรรมไหมในประเทศญี่ปุ่น และอาคารหลักพร้อมอุปกรณ์ต่างๆยังคงเก็บรักษาและดูแลไว้เป็นอย่างดี

Tomioka4

Latest News

  • 1
  • 2
  • 3
  • 4